ปัญญา ปุลิเวคินทร์

จากเศรษฐี สู่ชาวนา ชีวิตเปี่ยมสุข

“ทายาทตระกูลเตชะไพบูลย์ หลานเจ้าสัวอุเทน เซ็งชีวิต เบื่อหน่ายมรดกบนกองเงินกองทอง ทิ้งชีวิตนักธุรกิจพันล้าน ถอดสูทหันไปยึดอาชีพชาวนา ยืนยันครอบครัวไม่มีปัญหาล้มเหลวทางธุรกิจ แต่เป็นเพราะความพอใจส่วนตัว”

เรื่องราวของทายาทมหาเศรษฐี ที่ไม่สนใจในกองมรดกหมื่นล้าน ละทิ้งชีวิตหรูหราหันไปเป็นชาวนาใช้ชีวิตติดดินยึดถือเศรษฐกิจพอเพียง ดำรงตนอยู่อย่างไม่เบียดเบียนใคร เขาผู้นี้คือ นายวิลิต เตชะไพบูลย์ อาศัยอยู่ในบ้านไม้ชั้นเดียวหลังเล็กๆ ที่สร้างด้วยฝีมือของนายวิลิตเอง ภายในไม่มีเฟอร์นิเจอร์หรูหราประดับบ้าน มีเพียงที่นอนและหมอนมุ้งเท่าที่จำเป็น แถมยังไม่ใช้ไฟฟ้า โดยนายวิลิตอาศัยแสงสว่างจากการจุดตะเกียงเท่านั้น

บ้านเล็กๆ หลังนี้ตั้งอยู่ที่บ้านทุ่งพร้าว หมู่ 8 ต.ท่ายาง อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี ซึ่งนายวิลิตได้เปิดเผยถึงปูมหลังของตัวเองว่าเป็นลูกชายคนที่ 3 ของนายอุธรณ์ เตชะไพบูลย์ ซึ่งเป็นน้องชายคนที่ 6 ของนายอุเทน เตชะไพบูลย์ อดีตเจ้าของธนาคารศรีนคร กับธุรกิจในเครืออีกหลายสิบบริษัท ก่อนหน้าที่จะมาใช้ชีวิตเป็นชาวนาอยู่ในชนบทแห่งนี้ มีตำแหน่งหน้าที่เป็นถึงกรรมการผู้จัดการ โรงแรมรีเจ้นส์ชะอำ อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี ภายหลังที่ร่ำเรียนจบจากคณะบัญชี จุฬาฯ เมื่อปี 2531

นายวิลิตยังเผยถึงที่มาที่ไปของการสละความหรูหราร่ำรวย ไม่สนใจในกองเงิน กองทองของตระกูลว่า หลังจากที่ใช้ชีวิตเป็นนักธุรกิจดูแลโรงแรมและทำโครงการพัฒนาที่ดิน ทำรีสอร์ตขายมาประมาณ 10 ปี ก็บังเกิดความเบื่อหน่ายกระทั่งเมื่อต้นปี 2541 จึงเริ่มคุยกับพ่อแม่ญาติพี่น้องว่าอยากจะหันมาใช้ชีวิตเป็นชาวนา ทำเกษตรทำไร่ไถนาหากินเลี้ยงชีพ จนปลายปี 2542 จึงนำเงินที่สะสมไว้ระหว่างทำงานมาซื้อผืนดินแห่งนี้จำนวน 11 ไร่ แล้วลงมือทำนาอย่างจริงจังเมื่อต้นปี 2543 โดยได้ลาออกจากธุรกิจที่รับผิดชอบทั้งหมดมาเริ่มต้นชีวิตใหม่ ครั้งแรกพ่อกับแม่ไม่เห็นด้วย แต่ท่านก็เปิดใจกว้างยอมรับได้และไม่ปฏิเสธหรือโต้แย้งกับการเปลี่ยนแปลงชีวิต ซึ่งก็ได้พิสูจน์ให้ท่านเห็นว่าที่ตนทำไปนั้นมีเหตุผล ขณะที่พี่น้องซึ่งมีด้วยกัน 3 คน ก็เห็นด้วย และไม่ขัดขวางในการใช้ชีวิตชาวนา

นายวิลิตยังกล่าวอีกว่า เหตุผลสำคัญอีกประการหนึ่งที่ทำให้ต้องทิ้งชีวิตหรูหราร่ำรวย เพราะเกิดความอึดอัดกับชีวิตนักธุรกิจ รู้สึกว่าตนเป็นคนอีกพันธุ์หนึ่ง ซึ่งตนอยู่ตรงนั้นไม่ได้ เพราะชีวิตนักธุรกิจต้องมีประชุมทั้งเช้าทั้งบ่ายทุกวัน ต้องเจอแต่ผู้คนเต็มโต๊ะ แต่ละคนจะถือมีดดาบเอาไว้ข้างหลังเพื่อเชือดเฉือนกันในชั้นเชิงของธุรกิจ การทำงานก็มีแต่ความขัดแย้ง ถ้าขืนอยู่ต่อไปคงอายุสั้นอย่างแน่นอน ตนไม่เคยเสียดายธุรกิจร้อยล้านพันล้าน เพราะชีวิตชาวนา คือชีวิตที่ตนเลือกแล้ว ถือเป็นกำไรชีวิต ไม่ชอบชีวิตชิงดีชิงเด่น เอาเปรียบใคร หรือต้องเจรจากับคนที่ไม่มีความจริงใจ มีแต่เสแสร้ง ต้องวางบทบาทเข้าหากันเพื่อผลประโยชน์

ทายาทตระกูล “เตชะไพบูลย์” ยังเผยด้วยว่า หลังจากที่ลาออกจากงานมาแล้วก็เริ่มลงมือทำนาทันที โดยมีลูกน้องคู่ใจ 4 น ที่ลาออกตามมาช่วย ซึ่งทำตั้งแต่การพลิกฟื้นผืนดินปรับเป็นแปลงนา กระทั่งไถหว่านปักดำข้าวด้วยตัวเองทั้งหมด หลังเก็บเกี่ยวได้ข้าวมาครั้งแรกจำนวนเกวียนกว่าๆ นำไปหุงกิน และรู้สึกภาคภูมิใจมากที่กินข้างที่มาจากหยาดเหงื่อแรงงานของตัวเอง เป็นข้าวที่อร่อยที่สุดในโลก

ส่วนชีวิตประจำวันทุกวันนี้ ตอนเช้าก็จะออกไปดูแลนา แล้วกลบมาดูแลให้อาหารไก่ อาหารวัว อาหารปลาที่เลี้ยงไว้ จากนั้นก็จะไปดูแลต้นหมากรากไม้พืชผัก ซึ่งมีทั้งผักสวนครัวและผักสมุนไพรที่ปลูกไว้กิน อาทิ ตะไคร้ พริก มะเขือ กล้วย โดยไม่ต้องไปซื้อไปหา ซึ่งวันๆ หนึ่งแทบไม่ได้ใช้เงินเลย เพราะข้าวก็ปลูกเอง กับข้าวก็หาได้จากพืชผักที่ปลูกไว้รอบบ้าน จะซื้อก็เพียงผักบางประเภทที่อยากกิน และสิ่งที่มีความจำเป็นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่น กะปิ น้ำปลา คิดว่าชีวิตแบบนี้ คือ ชีวิตแบบเศรษฐกิจพอเพียง และน่าจะเป็นหลักชีวิตที่คนไทยควรหันมามอง “ตนอยากฝากว่าประเทศเรานั้นต้องสร้างระบบการศึกษาใหม่ สร้างค่านิยมใหม่ให้แก่คนรุ่นใหม่ ไม่ใช่ยึดติดกับวัตถุ และไม่ควรสะสมอะไรเกินความจำเป็นของชีวิต ชีวิตตอนนี้ง่ายๆ ถือว่าเงินทองเป็นของมายา ข้าวปลาเป็นของจริง มีความสุขและศรัทธากับสิ่งที่ทำ คนอื่นไม่เข้าใจ นอกจากตัวเราเองเท่านั้น”

วิลิต เท้าความถึงเหตุผลที่เขาหันไปใช้ชีวิตแบบชาวไร่ชาวนา อีกทั้งยังเป็นแกนนำของกลุ่มเครือข่ายเกษตรกรที่มีบาทบาทในการช่วยเหลือฟื้นฟูชีวิตความเป็นอยู่ของบรรดาชาวนาชาวไร่ให้ดีขึ้น ว่า เป็นเพราะเขาเบื่อหน่ายการทำธุรกิจซึ่งเต็มไปด้วยการแก่งแย่งแข่งขัน และรู้สึกว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ก่อให้เกิดคุณค่าใดๆ ในชีวิต

“คือผมว่าวงจรธุรกิจซึ่งเต็มไปด้วยการแข่งขันนั้นมันมอมเมาชีวิตเราให้วิ่งไปไม่รู้จบ การแข่งขันทางธุรกิจอย่างบ้าระห่ำเป็นสิ่งที่ผมรับไม่ได้ ถ้าเราจะยืนอยู่บนโลกที่บ้าคลั่งอย่างนี้ก็คงจะเสียเวลาเปล่า ถึงรวยไปก็ไม่มีประโยชน์ เลยคิดว่าน่าจะหาอะไรที่เหมาะกับชีวิตเรา ผมก็ยึดคำของหม่อมเจ้าสิทธิพร กฤดากร บิดาแห่งการเกษตรไทย ที่บอกว่า ‘เงินทองเป็นของมายา ข้าวปลาเป็นของจริง’ ผมเลยเลือกมาเป็นเกษตรกร ก็เริ่มมาทำนาตอนปี 2543 จากนั้นก็ได้มีการจัดตั้งกลุ่มเพื่อนชาวนาในปี 2544-2545 โดยมีการก่อตั้งกลุ่มฟื้นฟูเกษตรกรเมืองเพชร พร้อมๆกับเริ่มขยายออกไปในนามของเครือข่ายหนี้สินชาวนาแห่งประเทศไทย คือเราพยายามผลักดันให้เกิดการแก้ไขปัญหาของชาวนาอย่างยั่งยืน

ผมว่าถ้าไปอยู่ตรงนั้นแล้วจะเห็นปัญหานะ บ้างครั้งเกษตรกรที่เป็นเพื่อนบ้านกันเขาก็ยังถูกมอมเมาอยู่แต่เขาไม่รู้ตัว ผมก็เหมือนปลา 2 น้ำ ซึ่งได้เห็นทั้งแง่มุมของนักธุรกิจและมุมของเกษตรกร เมื่อได้รู้ได้เห็นถึงปัญหาแล้วเรายังนิ่งดูดาย นั่งมีความสุขอยู่คนเดียวขณะที่สังคมรอบข้างล่มสลายหมดผมก็คงทำไม่ได้ เพราะเมื่อสังคมล่มสลายบ้านเมืองก็จะมีแต่โจรขโมย เราเองก็คงอยู่อย่างไม่เป็นสุข ผมว่าถ้าเรารู้จักใช้ชีวิตให้มีประโยชน์ เมื่อตายก็จะตายอย่างมีคุณค่า”

เชื่อชาวนาเลิกจนถ้าทิ้งเคมี-ทำอินทรีย์
ถ้าพยายามลดต้นทุนเพาะปลูก ทิ้งสารเคมี-ทำเกษตรอินทรีย์ ขณะเดียวกันต้องได้รับแรงสนับสนุนจากพลังภาคประชาชน ที่จะลุกขึ้นมาตรวจสอบข้าราชการที่ปล่อยให้มีจีเอ็มโอปนเปื้อน

ชาวนาไทยจะพ้นจากความยากจนหรือมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นได้อย่างไร วิลิตบอกว่า ปัญหาที่ทำให้ชีวิตชาวนาตกต่ำนั้นมีหลายปัจจัยแต่ก็ยังมีความหวังอยู่

ทั้งนี้จะแก้แค่จุดเดียวคือแก้ที่ราคาผลผลิตอย่างเดียวไม่ได้ หรือเอาเงินให้กู้อย่างเดียวก็ไม่ได้ แต่ต้องแก้ที่ต้องแก้ที่ต้นเหตุ คือ ความไม่เป็นธรรมในการจัดสรรทรัพยากร ทั้งเรื่องที่ดิน น้ำและการเข้าถึงเงินทุน รวมถึงทำอย่างไรชาวนาจะลดต้นทุนการผลิต ทั้งเรื่องปุ๋ย ยาฆ่าแมลง และน้ำเชื้อเพลิงในการขับเคลื่อนเครื่องจักร

"เกษตรอินทรีย์คือคำตอบ หากลดต้นทุนได้ ไม่เพียงแค่ชาวนาที่จะรวยขึ้นแต่ประเทศจะร่ำรวยด้วย อย่างไรก็ดียังมีอุปสรรคคือ จะเป็นการขัดผลประโยชน์ต่อกลุ่มทุนใหญ่ทั้งในและนอกประเทศ ในเรื่องจีเอ็มโอนั้น แม้แต่สหรัฐฯ ก็ไม่สามารถให้พืชปลอดจากจีเอ็มโอได้เพราะมีการปนเปื้อนเยอะ หากไทยทำได้ก็จะเป็นผู้นำในเรื่องนี้ แต่ก็น่ากังวลคือมะละกอของเรามีการปนเปื้อนไปแล้ว โดยมีการ "แกล้ง" ให้เกิดการปนเปื้อนโดยข้าราชการที่เกี่ยวข้องแต่กลับไม่ถูกลงโทษ" วิลิตกล่าว

อย่างไรก็ดี เขาให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า ไม่เพียงแค่การปรับตัวของเกษตรกรเท่านั้นที่จะลดต้นทุนการเพาะปลูกด้วยวิถี เกษตรอินทรีย์ปลอดจีเอ็มโอ แต่สังคมและประชาชน ซึ่งเป็นพลังในฐานะผู้บริโภคที่จะช่วยสนับสนุนเกษตรกรและช่วยตรวจสอบการทำ งานของข้าราชการที่ไม่ถูกต้อง เช่นเดียวกับปรากฏการณ์กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประธิปไตยที่ประชาชนมีส่วน ร่วมในการตรวจสอบภาคการเมือง

"ไม่ว่าการเมือง สิ่งแวดล้อมหรือจีเอ็มโอ ล้วนต้องอาศัยพลังประชาชนในการตรวจสอบ ซึ่งทั้งหมดเกิดจากปัญหาที่มาจากคนที่ชอบเอารัดเอาเปรียบ แล้วสังคมต่างหลับใหล ไม่ปกป้องผลประโยชน์ของเราเอง เราจึงต้องร่วมกันรักษาผลประโยชน์ส่วนรวมไว้" วิลิตกล่าว

ทั้งนี้ วิลิตได้กล่าวระหว่างการสนทนาหัวข้อ "ดีอย่างไรเมื่อข้าวไทยปลอดจีเอ็มโอ" ว่า เขาหันมาทำนาเพราะตลอดอายุกว่า 40 ปี เขาได้เจอภาวะเศรษฐกิจฟองสบู่หลายรอบ และสังคมก็สอนให้มีการแข่งขันกันมากมาย ซึ่งหากเป็นเช่นนี้เรื่อยๆ ก็จะไม่มีความสุข เราควรคิดถึงเหตุผลที่แท้จริงมากกว่าตามกระแส เช่นเดียวกับคำกล่าวที่ว่า "เงินทองเป็นของมายา ข้าวปลาเป็นของจริง" ซึ่งเขาได้เริ่มปลูกข้าวตั้งแต่ปี 2543

“คนกรุงเทพฯ นั่งรถไปต่างจังหวัด ผ่านทุ่งนา แต่เราไม่เคยจอดรถเฉียดหรือลงไปสัมผัสเลย แม้แต่รวงข้าวเป็นอย่างไร เรายังไม่รู้ ทั้งที่เรากินข้าวอยู่ทุกวัน เราเห็นชาวนาจูงควาย แต่ไม่รู้ว่าเขาทำนากันอย่างไร เราแล่นผ่านชีวิตเพื่อนที่สร้างประเทศเราเลย เรารู้แต่วิชาชีพที่เราใฝ่ฝันจะเป็น รู้เรื่องไอที คอมพิวเตอร์ เศรษฐกิจ แต่ชีวิตที่ผ่านไปทุกวันเราไม่รู้เลย เป็นเรื่องแปลก" วิลิตกล่าว

เขาเล่าว่าปลูกข้าวมา 10 ปี สนุกดี ทุกอย่างใหม่หมด สนุกและได้ออกกำลังกาย การไถนาก็ไม่ต่างจากตีกอล์ฟ ตากแดดเหมือนกัน แต่ขึ้นอยู่กับว่าเราให้คุณค่ากับอะไร สำหรับผมคือการได้ปลูกข้าว การลงไปเรียนรู้ได้เปิดโลกทัศน์มากกว่าระบบโรงเรียน มหาวิทยาลัย ยกตัวอย่างการเตรียมดิน

"ถ้าไม่เคยลองปลูกข้าว เราก็ไม่รู้ว่าสำคัญอย่างไร เตรียมดินมีทั้งแบบเก่า แบบใหม่ ใช้เครื่องจักร ใช้สัตว์ แต่ชีวิตชาวนาที่ถูกไล่เบี้ยด้วยดอกเบี้ยเงินกู้ ทำให้เขาต้องเร่งทำ และได้ข้าวคุณภาพแย่ลง"
“กรมการข้าวเก็บข้าวไว้กว่า 6,000 พันธุ์ ก่อนหน้านี้มีมากกว่านี้ มีทั้งข้าวต้นสูง ข้าวต้นเตี้ย ข้าวไร่ ข้าวหนี้น้ำที่ไม่กลัวน้ำท่วม ซึ่งลำต้นสูงขึ้นเมื่อเกิดน้ำท่วม แต่ที่เราปลูกข้าวส่งออกมีไม่เกิน 4 พันธุ์ อย่างข้าวหอมมะลิ ข้าวแข็ง ข้าวชัยนาท พันธุ์ข้าวพื้นเมืองถือเป็นคลังพันธุกรรมของข้าว ภูมิปัญญาปู่ย่าตายายที่สั่งสมกันมาเป็นสิ่งที่ใครมาปล้นไม้ได้ ผมปลูกข้าวปีละไม่กี่ตัน ไว้กินและขายเพื่อเผยแพร่ และพยายามทำให้กลุ่มเพื่อนชาวนาได้ลด ละ เลิก ใช้สารเคมี และหันมาสะสมพันธุ์ข้าวที่มีความแตกต่างในเรื่องสี รสชาติหรือความต้านทานโรค" วิลิตกล่าว

CREDIT :-

Article Credit : www.volunteer-club.org

.

MORE ARTICLES

MORE KNOWLEDGE

EXPLORE MORE

เครื่องผสมขี้ เลื่อย
หม้อนึ่งความดัน 300  ขวด
หม้อนึ่งความดัน 60  ขวด
เครื่องอัดก้อน 2  หัว
ตู้นึ่งก้อนเชื้อ เห็ด
เครื่องอัดก้อน 8  หัว

Info




ก้อนเชื้อเห็ดคุณภาพ ifarm มีทั้งก้อนเชื้อเห็ดนางฟ้า เห็ดโคนญี่ปุ่น เห็ดเป๋าฮื้อ เห็ดขอนขาว และเห็ดอื่นๆ

 

Info
Info

อุปกรณ์และเครื่องจักรการเพาะเห็ด เช่น เครื่องผสมก้อนเชื้อเห็ด เตานึ่งฆ่าเชื้อ เครื่องอัดก้อนเชื้อเห็ด

 

Info
Info

เชิญร่วมอบรมเพาะเห็ด - หลักสูตรอบรมเพาะเห็ดถุง และหลักสูตรอบรมเพาะเห็ดฟาง

 

Infomini_icon_artical_page_01.png


mini_icon_artical_page_02


mini_icon_artical_page_03
.


ข้อมูลเชิงชีวภาพของเห็ด (ทั้งเห็ดที่กินได้ และเห็ดเป็นพิษ) และต้นไม้หลากหลายชนิดที่พบในประเทศไทย

 



เชิญชมภาพเห็ดชนิดต่างๆ และวีดีโอ (VDO) เกี่ยวกับเห็ด เทคนิคการเพาะเห็ด การดูแลเห็ด

 



เชิญดาวน์โหลด ebook เกี่ยวกับเห็ด การเพาะเห็ด และอื่นๆได้ที่นี้ ไม่มีค่าใช้จ่าย

 

mini_icon_artical_page_04 mini_icon_artical_page_05 mini_icon_artical_page_06
.
.
.
LIKE & COMMENT

  • comment
  • comment2

.

.

.
.

@ 2010-2011 ศูนย์เรียนรู้ ifarm Contact :: 081-555-1297 Email :: ifarm@ifarm.in.thnew_logo_black